วันนี้เอารูปดอกบัวที่เพิ่งปลูกมาอวด
ซื้อมา 1 กะละมัง เค้าบอกว่ามี 3 สี
สีขาว สีม่วง และสีม่วงอมน้ำเงิน
เห็นรูปสุดท้ายแล้วนึกถึงคำสอนในพระพุทธศาสนาอยู่บทหนึ่ง
"บัว 4 เหล่า"
......อุคฆติตัญญู พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว (บัวที่โผล่พ้นน้ำ)เป็นผู้มีพื้นฐานทางบารมี อัธยาศัยพื้นฐานทางสมาธิสูง
มีไหวพริบ ปฏิภาณดี สามารถฟังธรรมที่เขาแสดงเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจและ
บรรลุมรรคผลได้ เช่น พระอัสสชิ ได้แสดงธรรมะเพียง สองสามบรรทัด
แก่พระสารีบุตรว่า
" ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิด
พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่ง
ธรรมนั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้ "
จากการแสดงธรรมเพียงเท่านี้ พระสารีบุตรก็บรรลุมรรคผลเป็นพระอริย-
บุคคลระดับแรกคือพระโสดาบันแล้ว ท่านจึงเปรียบเหมือนกับดอกบัวที่
โผล่ขึ้นพ้นน้ำ พอต้องแสงอาทิตย์ก็จะบานในขณะนั้น
วิปจิตัญญู พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง (บัวที่โผล่เสมอน้ำ)เป็นผู้มีวาสนาบารมี พื้นเพอัธยาศัย พื้นฐานทางสมาธิและไหวพริบปฏิภาณเป็นต้น หย่อนลงมา จำเป็นจะต้องอาศัยการแสดงธรรมะ
ไปโดยลำดับ เพื่อฟองอัธยาศัยของบุคคลนั้นให้พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้
และบรรลุธรรมเบื้องสูงขึ้นไป เช่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปป
ธรรมเพียงคนเดียว คือ โกณฑัญญะ ต่อจากนั้นก็ทรงนำเอาแต่ละท่านมา
ชี้แจงธรรมะขัดเกลาไปโดยลำดับ เป็นการปรับพื้นเพอัธยาศัย พื้นฐานทาง
สติปัญญา ให้อยู่ในระดับสม่ำเสมอกัน จากนั้นก็ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร
ในที่สุดแห่งอนัตตลักขณสูตร ท่านทั้ง ๕ ก็ได้บรรลุอรหัตเป็นพระอรหันต์
ดังนั้นคนประเภทนี้จึงเปรียบเสมือนดอกบัวที่โผล่ขึ้นมาพอเสมอน้ำ รอคอยที่
จะบานในวันต่อไป หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า วิปจิตัญญู คือ อาจจะรู้
ธรรม เมื่ออธิบายชี้แจงแสดงหัวข้อธรรมเหล่านั้น
เนยยะ พวกที่มีสติปัญญาน้อย (บัวที่โผล่อยู่ปลิ่มๆน้ำ)คือผู้พอที่จะฝึกสอนอบรมต่อไป อย่างคนผู้มีพื้นฐานวาสนาบารมี มีความโน้มเอียง มีศรัทธา มีศีล มีจาคะ มีปัญญา พอประมาณ ใช้กาล
เวลาฝึกปรืออบรมบ่มนิสัยต่อไปโดยลำดับ ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
สามารถทำจิตใจของเขาให้สงบ ประณีตขึ้น ๆ และในที่สุดก็จะบรรลุธรรม
ในชาตินี้หรือในชาติต่อไปได้ ตามปกติแล้วบุคคลประเภทนี้ออกจะมีมากเป็น
พิเศษ ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกปรืออบรมบ่มนิสัยกันนานพอสมควร ท่านจึงเรียกว่า
เนยยะ คือพอจะแนะนำกันได้ ท่านเปรียบเสมือนดอกบัวที่โผล่มาปริ่ม ๆ
น้ำ รอคอยที่จะบานในวันต่อ ๆ ไป
ปทปรมะ พวกที่ไร้สติปัญญา (ดอกบัวใต้น้ำ)ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่บุคคลที่เขาพร้อมที่จะฟัง หรือ
ไม่ยินดีที่จะฟัง ฟัง ๆ ก็สักแต่ว่าฟังไป อาจจะรู้ อาจจะเข้าใจ แต่ไม่มีความ
เปลี่ยนแปลงในทางพฤติกรรมตอนเริ่มศึกษาปฏิบัติธรรม ความโลภ ความ
โกรธ ความหลง หนาแน่นอย่างไร ปฏิบัติธรรมมาจนแก่จนเฒ่าแล้ว ก็คงเป็น
อย่างนั้น หรืออาจจะแรงกว่า ข้อนี้ให้ลองสังเกตว่า ในเชิงของการประ-
พฤติปฏิบัติแล้ว บุคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ มีลักษณะเหมือนบล๊อกสำเร็จรูปที่จะ
พัฒนาคนให้บรรลุประโยชน์ทั้ง ๓ แต่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งในคราวแรก
นั้น มุ่งปรมัตถประโยชน์ คือประโยชน์สูงสุด แต่ในประโยชน์ที่เป็น
ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือประโยชน์ในปัจจุบัน และสัมปรายิกัตถะ ประโยชน์
ในภายภาคหน้า กลุ่มบุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ก็มีอยู่ แล้วสัมผัสประโยชน์
ในปัจจุบันได้แตกต่างกันเช่น สำหรับการศึกษาเล่าเรียน บางคนก็หัวไว
เรียนอะไรได้เร็ว ก็เหมือนบุคคลประเภทแรก คนบางคนก็ต้องอ่านซ้ำ ๆ
ซาก ๆ กันหน่อย แต่ในที่สุดก็จะผ่านการศึกษาการเล่าเรียนไปได้ อีกประ-
เภทหนึ่งอาจจะต้องจ้ำจี้จ้ำไข ลงโทษ เฆี่ยนตีกัน อาจจะต้องซ้ำชั้นบ้าง
แต่ในที่สุดก็อาจจะสอบผ่านได้ คนบางประเภทนั้น จะขึ้นไปได้ในระดับหนึ่ง
แล้วต่อขั้นสูงไม่ได้อีกแล้ว เราจะเห็นนักเรียน นักศึกษา คนประสบความ
ก้าวหน้าในชีวิตในการทำมาค้าขายก็ดี ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี ใน
การปฏิบัติราชการ เป็นทหาร ตำรวจ เป็นต้นก็ดีนั้น ดูแล้วก็มีแต่บุคคล
๔ ประเภทในแนวนี้เสมอไป
(จากแบบประกอบนักธรรมโท - ธรรมปริทรรศน์ เล่ม ๒)